
สัตวแพทย์ คือ แพทย์ที่รักษาสัตว์ หรือกล่าวแบบภาษาชาวบ้านว่า "หมอรักษาสัตว์" โดยคำว่า veterinarian นิยมใช้ในอเมริกาเหนือ ถูกใช้เป็นครั้งแรกโดยโทมัส บราวน์ (Thomas Browne) หรือ veterinary surgeon นิยมใช้ในยุโรป ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คือ veterinae โดยมีหมายความว่า draught animals บางครั้งอาจจะใช้คำสั้นๆ ว่า "Vet"
ในประเทศไทย คาดว่า คำว่า สัตวแพทย์ พล.ต. ม.จ.ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ ผู้ซึ่งเป็นพระบิดาของวิชาสัตวแพทย์สมัยใหม่ เป็นผู้ใช้คำนี้ โดยทรงก่อตั้งโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบก ซึ่งได้พัฒนาต่อมาเป็นโรงเรียนนายสิบสัตวแพทย์ และ โรงเรียนนายดาบสัตวแพทย์ทหารบก ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทย โดยต้องการผลิตกำลังพลป้อนกองทัพ และได้พัฒนาเป็นแผนกอิสระสัตวแพทยศาสตร์ ตั้งอยู่ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ พันโท หลวงชัยอัศวรักษ์ เป็นปฐมคณบดี ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ ในสถานศึกษาพลเรือนเป็นครั้งแรก เพื่อผลิตสัตวแพทย์ ในระดับปริญญา ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาประเทศในสมัยนั้น รัฐบาลได้โอนคณะสัตวแพทยศาสตร์มาสังกัด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปีพุทธศักราช 2497 โดยมีการเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จำนวน 2 ปี และไปเรียนที่ถนน อังรีดูนัง อีก 4 ปี ต่อมาได้มีการย้ายกิจการคณะไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจัดตั้งเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันเมื่อปี พุทธศักราช 2510 แต่ก็ยังมีอาจารย์และนิสิตส่วนหนึ่งอยู่พัฒนาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป โดยได้เชิญอธิบดีกรมปศุสัตว์ในสมัยนั้น คือ ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม เป็นคณบดี และถือว่า ท่านคือ บิดาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ ก็เปิดสอนวิชาสัตวแพทยศาสตร์ ในระดับประกาศนียบัตร ณ โรงเรียนสัตวแพทย์ (Paraveterinary School)เพื่อผลิตบุคลกรให้กรมปศุสัตว์ เพื่อบรรเทาความขาดแคลนสัตวแพทย์ของประเทศ โดยมีเพลงนกน้อยในไร่ส้มเป็นเพลงที่ถูกแต่งเพื่อชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของสัตวแพทย์ในชนบท และถูกนำไปใช้ในวิชาชีพสื่อสารมวลชน ต่อมา
สำหรับประเทศไทย คำว่า "สัตวแพทย์" สามารถสื่อความหมายได้ 2 กรณี คือ สัตวแพทย์ (Paravet) และ นายสัตวแพทย์ (Veterinarian) นายสัตวแพทย์ คือ บุคคลที่เรียนจบสัตวแพทย์ ในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รับคุณวุฒิ ปริญญาทางสัตวแพทยศาสตร์ (สพ.บ.) และ ได้รับ ใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง
สัตวแพทย์ คือ บุคคลที่เรียนจบ โรงเรียนสัตวแพทย์ ของ กรมปศุสัตว์ ได้รับประกาศนียบัตร (2ปี) และได้รับ ใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ชั้น สอง ปัจจุบัน โรงเรียนสัตวแพทย์ ของกรมปศุสัตว์ ได้ยุบและโอนย้ายไปเป็น คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดทำการสอนในระดับปริญญา ด้าน เทคนิคการสัตวแพทย์ (4ปี)
"จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์"
หมายความว่า ความประพฤติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่กำหนด เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีและส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณ เกียรติฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกของสัตวแพทยสภา
"เกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์"
หมายความว่า ความประพฤติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่กำหนด เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีและส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณ เกียรติฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกของสัตวแพทยสภา
"การโฆษณา"
หมายความว่า การเผยแพร่ การประกาศ อาจจะโดยหนังสือ วาจา การป่าวร้อง การป่าวประกาศ แก่ประชาชน หรือสาธารณชนทางสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ หรือทางเครือข่ายอิเล็คทรอนิก เป็นต้น
หมวด1 ความประพฤติทั่วไปของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตว์แพทย์
ข้อ 4 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ประพฤติหรือกระทำการใดอันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 5 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องดำรงตนให้สมควรในสังคมโดยธรรมและช่วยเหลือสังคมตามฐานันดรแห่งวิชาชีพ
ข้อ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 7 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องพัฒนา เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและทักษะในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์เพื่อส่งเสริมและเพิ่มความชำนาญแห่งวิชาชีพ
หมวด2 การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 8 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องรับผิดชอบและระมัดระวังในการใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสัตว์และผู้บริโภค
ข้อ 9 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ยินยอมหรือสนับสนุนให้มีการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์โดยผิดกฎหมาย
ข้อ 10 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ออกใบรับรองอันเป็นเท็จโดยตั้งใจ หรือให้ความเห็นโดยไม่สุจริตในเรื่องอันเกี่ยวกับวิชาชีพ
ข้อ 11 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือสัตว์ที่อยู่ในระยะอันตราย เมื่อได้รับการร้องขอและอยู่ในฐานะที่ช่วยได้
ข้อ 12 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่เปิดเผยความลับอันเนื่องมาจากการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เว้นแต่เจ้าของสัตว์ยินยอมให้เปิดเผยหรือผู้ประกอบวิชาชีพ การสัตวแพทย์รู้แน่ว่าการไม่เปิดเผยจะเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของสังคม
ข้อ 13 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่หลอกลวงประชาชนให้หลงเข้าใจผิดเพื่อประโยชน์ของตน
ข้อ 14 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ในการให้บริการทางวิชาชีพการสัตวแพทย์เป็นสำคัญ โดยยึดถือระบบส่งต่อสัตว์ป่วยไปยังผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ อื่นที่จะให้บริการทางวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่า
หมวด3 การปฏิบัติต่อผู้ร่วมวิชาชีพ
ข้อ 15 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พึงดำรงไว้ซึ่งสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพบนรากฐานแห่งเกียรติยศ ศรัทธาและความไว้วางใจต่อกัน
ข้อ 16 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ทับถมให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกัน
ข้อ 17 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ชักจูงผู้รับบริการของผู้อื่นมาเป็นของตน
หมวด4 การโฆษณาการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 18 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของต
ข้อ 19 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้อื่น
ข้อ 20 การโฆษณาตาม ข้อ 18 และ ข้อ 19 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อาจกระทำได้ในกรณีและเงื่อนไขต่อไปนี้
(1) การแสดงผลงานในวารสารทางวิชาการหรือในการประชุมทางวิชาการ
(2) การแสดงผลงานในหน้าที่ หรือในการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ
(3) การแสดงผลงานหรือความก้าวหน้าทางวิชาการเพื่อการศึกษาของมวลชน
(4) การประกาศเกียรติคุณเป็นทางการโดยสถาบันวิชาการ สมาคม หรือมูลนิธิการโฆษณาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์ ที่จะเกิดต่อการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ส่วนตนหรือส่วนบุคคล หรือต่อสถานที่ทำการประกอบวิชาชีพส่วนตนหรือส่วนบุคคล
ข้อ 21 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อาจแสดงข้อความเกี่ยวกับ การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนที่สำนักงานได้เพียงข้อความเฉพาะเรื่องต่อไปนี้คือ
(1) ชื่อ นามสกุล และอาจมีคำประกอบชื่อได้เพียงคำว่า นายสัตวแพทย์ หรือสัตวแพทย์หญิง สัตวแพทย์ อภิไธย ตำแหน่งทางวิชาการ ฐานันดรศักดิ์ ยศ และบรรดาศักดิ์ เท่านั้น
(2) ชื่อปริญญา ประกาศนียบัตร วุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตร หรือคุณวุฒิอย่างอื่นซึ่งตนได้รับมาโดยวิธีการถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของสัตวแพทยสภาหรือสถาบันนั้นๆ ที่สัตวแพทยสภารับรอง
(3) เวลาทำการ
ข้อ 22 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อาจแจ้งความการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนได้เฉพาะการแสดงที่อยู่ ที่ตั้งสำนักงาน หมายเลขโทรศัพท์ และหรือข้อความตาม ข้อ 21 เท่านั้น
ข้อ 23 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ทำการเผยแพร่ ให้ข้อมูลทางวิชาการ หรือตอบปัญหาทางวิชาชีพการสัตวแพทย์ทางสื่อมวลชน ถ้ามีการแสดงว่าตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ จะต้องไม่แจ้งสถานที่ทำการประกอบวิชาชีพส่วนตนหรือส่วนบุคคล และต้องไม่มีการแจ้งข้อความตาม ข้อ 22 ในที่เดียวกันหรือขณะเดียวกันไปในทำนองโฆษณา
ข้อ 24 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี มิให้การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองโฆษณา คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถของตนหรือของผู้อื่น
ข้อ 25 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นเอาตนหรือชื่อของตนไปโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสัตวแพทย์ต่อประชาชนทางสื่อต่างๆ
ข้อ 26 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่ให้การรับรองผลิตภัณฑ์ทางสัตวแพทย์ อันไม่เปิดเผยส่วนประกอบ หรือไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่เชื่อถือได้รองรับ
หมวด5 การทดลองในสัตว์
ข้อ 27 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ทำการทดลองในสัตว์ต้อง ได้รับความยินยอมจากเจ้าของสัตว์และต้องพร้อมที่จะป้องกันอันตรายแก่สัตว์ที่อาจเกิดขึ้นจากการทดลองนั้น
ข้อ 28 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ทำการทดลองในสัตว์ ต้องปฏิบัติต่อสัตว์ทดลองอย่างมีมนุษยธรรม
1. กลุ่มวิชาพื้นฐาน คือจำพวก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อะไรเทือกนั้น
2. กลุ่มวิชา preclinic
หรือกลุ่มวิชาที่ศึกษาถึงความปกติและผิดปกติของสัตว์ที่จะเป็นพื้นฐานในวิชา clinic
วิชาพวกนี้เช่น anatomy physiology pathology เป็นต้น
3. กลุ่มวิชา clinic เป็นวิชาในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการรักษา หรือการแก้ไขความผิดปกติ
เช่น วิชาอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ในหลักสูตรยังมีการฝึกงานในด้านต่างๆอีก
เอาล่ะจะพูดถึงรายละเอียดการเรียนในแต่ละปีอย่างคร่าวๆแล้วกัน
...................................................................................................
เริ่มที่ปี 1 เป็นช่วงเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูใหม่ไปหมด
ตั้งแต่อาคารเรียนยันป้าร้านขายข้าวเลย แต่ในบรรยากาศใหม่
เราก็ยังต้องมาเรียนวิชาเดิมๆที่คุ้นเคยกันดี อาทิเช่น
เทอม1 >>
1. อังกฤษ (FE I) ,มีการแบ่ง section ตามคะแนน Ent ที่ได้แสดงฝีมือกานเอาไว้ มีทั้งหมด
Section จาก 71-------> 75
2. เคมีทั่วไป (General Chemistry) = ตัดกับ Dent หุหุ =
3.ฟิสิกส์ทางการแพทย์ (Med Phy)=ตัดหรือเหยียบกานเองในคณะ=
4. Lab เคมี และ lab ฟิสิกส์
5. วิชาเลือก ที่ได้เลือกกันจริงๆ ต่างจากมัธยมที่โดนบังคับเลือก
เทอม2 >>
ก็ยังเรียนวิชาพื้นฐานอยู่ ประกอบด้วย
1. อังกฤษ (FE II) อีกแล้ว = ตัดกันทั้งมหาลัย =
2. เคมีอินทรีย์ (Org Chem) หรือปลาเค็ม ขอบอกว่าเค็มเจงๆ เพราะเนื้อหาที่จะเรียนอะ
เหมือนกับเรื่องสารประกอบคาร์บอนตอน ม.ปลาย แต่ดูจะโหด และหินกว่ามาก
เรียนไปขามไม่ออกเจงๆ กลไกไรก้อไม่รู้ (กลไกเกิดปฎิกริยาความรัก ว่าไปอย่าง .....หุหุ )
= ตัดกับวิดกีลา .....เหอเหอ =
วิชานี้มี Lab ด้วยนะ น้องจะได้ทดสอบตัว UnKnown
3. วิชา ชีววิทยาทั่วไป (Gen Bio)
=ตัดกับ Dent ซึ่งDent เปนเหมือน เครื่องบินให้คณะเราได้แหงนหน้ามองมีน ..........
หุหุ =
และ พร้อมกับวิชา Lab ที่เหมือนกับเนื้อหาตอนม.ปลาย
แต่ด้วยเนื้อหาที่ลึกว่าทำให้เวลาสอบต้องเหนื่อยกันหน่อย +++ (มีผ่ากบด้วยแหละ
จะพบรักกับเจ้าชายกบก้อคราวนี้แหละ ..... เหอเหอ )
4. และพิเศษกับวิชาคณะ 2 ตัวที่มาให้ชิมลางก่อน คือวิชาพฤติกรรมสัตว์ (Animal Behavior)
น้องก้อจะได้เรียนแบบว่า......mounting thurst lock tie
5. และ หลักสัตวบาลทั่วไป 1 หรือ Priciple of animal husbandry I เรียก สั้นๆว่า Prin
Hus l (หลักการหาสามี.....หุหุ) ที่จะเรียนเกี่ยวกับพันธุ์วัวและการเลี้ยงวัว
ทั้งวัวเนื้อ วัวนม และพวกแพะแกะ ม้า และก้อกระบือ (แบบเรียนจนเขางอกออกมาเองเลยแหละ
...... หุหุ หรือไม่ก้อมีนกเอี้ยงมาเกาะเลยแหละอันดับหนึ่ง )
>>> สรุปปี1 บรรยากาศการเรียนยังเป็นแบบสบายๆ สไตล์มยุรา เห้ยไม่ใช่ต้องสไตล์
Freshy ต่างหาก !!! แต่บางวิชาก็ต้องตัดเกรด กับ หมอ
กับทันตะอันตรายไม่ใช่เล่น
และยังเป็นปีที่มีเวลาว่างมากที่สุดถ้าเทียบกับปีอื่นๆ
..................................................................................................
ปี 2 จะเริ่มเรียนวิชา preclinic เป็นส่วนใหญ่แล้ว อย่างเช่น อย่างเช่น
1. วิชากายวิภาค l หรือ Anatomy l ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
ในสุนัขทดลองที่ดอง ฟอร์มาลิน
2. วิชา Histology หรือชื่อภาษาไทยว่า จุลกายวิภาควิทยา ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้าง
(ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น) โดยกล้องจุลทรรศน์
3. วิชา Embryology ที่เรียนเกี่ยวกับพัฒนาการของ ตัวอ่อนในท้องแม่
4. วีชาชีวเคมี (Biochem) ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างสารเคมี โปรตีน ไขมัน
5. และตามมาด้วยวิชาหลักสัตวบาล 2 ที่เรียนเกี่ยวกับพันธุ์และการเลี้ยงไก่และหมู
6. และวิชาพื้นฐานกันคิดถึงห่วงใย คือ สถิติ (Stat bio sci) ที่มาเขย่าขวัญคนโง่บวก
+++ ขี้เกียจได้เป็นอย่างดี
ก็จบไปอีกเทอมนึง ขึ้นเทอม 2 ยังคงเรียนวิชา Preclinic อยู่ ประกอบด้วย
1. Anatomy ll ที่เปลี่ยนจากสุนัขมาเป็น ม้า หมู วัว และผองเพื่อน
เป็นการเรียนแบบเปรียบเทียบในแต่ละสัตว์
2. Neuroanatomy ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของสมองและไขสันหลัง
3. Biochem ll ที่เริ่มเรียนระบบของสารเคมีในร่างกาย ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ
พวกวัฏฐจักรเครปส์ อะไรประมาณนั้นแหละ
4. และวิชาน้องใหม่ไฟแรงอย่าง สรีรวิทยา l หรือ Physio l เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับ
กลไกการทำงานของร่างกาย
5. และยังมีวิชาด้านสัตวบาลอีก 3 ตัว คือ
5.1 วิชาสุขศาสตร์ ที่จะพูดถึง เกี่ยวกับสุขอนามัยในฟาร์มเลี้ยงสัตว์
และการบำบัดน้ำเสียจากฟาร์ม
5.2 วิชาปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ที่เรียนประมาณวิชาพันธุศาสตร์ และการนำไปใช้
5.3 วิชาควบคุมสัตว์และการจัดการฟาร์ม เป็นวิชาที่สำคัญมาก
ที่จะพูดถึงการเข้าหาสัตว์ และการจับสัตว์ >>> คิดดูเราจะตรวจรักษาสัตว์ยังไง
ถ้ายังเข้าไปจับมันไม่ได้
6. และปิดท้ายด้วยวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่พูดถึงหลักเบื้องต้น ในการตรวจวัดสภาพ
แวดล้อม
สรุป ปี 2 ทั้งปี นิยามกันคร่าวๆว่า นรกชัดๆ เรียนตั้งแต่ 8 โมงยัน 4-5
โมงเย็นแทบทุกวัน+++ ประกอบกับมีการสอบติดกันแทบทุกอาทิตย์ จนซูบซีด
และโทรมไปตามๆกัน ( ใครที่อยากจะหุ่น Firm ก้อปีนี้แหละ ..........หุหุ
แบบไม่ต้องกิน i - firm เลย)
..................................................................................................
ปี 3 ปีนี้มหากาพย์ที่เคยเรียนมาส่วนใหญ่จะจบไตรภาคแบบสมบูรณ์ในเทอมนี้ อาทิเช่น
1. Anatomy III biochem III และPhysioที่มาคราวนี้ ฉายครบ ภาค 2 กับภาค 3
รวมไว้ในเทอมเดียว
2. ++++ เสริมเติมแต่งด้วยวิชา อาหารสัตว์ ที่เรียนเกี่ยวกับวัตถุดิบอาหารสัตว์
และคำนวณสูตรอาหารในสัตว์แต่ละชนิดกันจนมันส์มือไปเลย
3. วิชาจุลชีววิทยา หรือ Microbiology
ที่เรียนเกี่ยวกับเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆที่ก่อโรคในสัตว์
4. และปิดท้ายด้วย Immunology ที่เรียนเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เทอม 2 >>> อาจจะแบ่งวิชาเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
1. กลุ่มวิชาที่เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้สัตว์เป็นโรค และกระบวนการก่อโรค มีดังนี้
1.1 วิชาไวรัสวิทยา
1.2 วิชาหนอนพยาธิทางสัตวแพทย์
1.3 วิชากีฏวิทยา และอคาโรวิทยาที่เรียนเกี่ยวกับแมลง กับพวก เห็บ เหา ไร
1.4 วิชาวิทยาสัตว์เซลล์เดียว เช่นพวก Protozoaต่างๆ บิด มาลาเรีย เป็นต้น
1.5 และวิชา พยาธิวิทยาทั่วไป (Gen Path) ที่เรียนเกี่ยวกับกระบวนการก่อโรค
2. วิชาเกี่ยวกับยา เภสัชวิทยา 1,2 และสุดท้ายวิชา Lab Animal science
ที่เรียนเกี่ยวกับสัตว์ทดลองและการใช้สัตว์ทดลอง รวมถึงจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง
กับวิชาระบาดวิทยาและเภสัชการป้องกัน...สัตว์ >>> ที่ต้องงัดเอาวิชา Stat
มาช่วยวิเคราะห์การระบาดของโรคในฝูงสัตว์
สรุปปีนี้เป็นปีที่ทุกๆคนยกย่องแล้วว่าโหดจริง นรกจริง
ใครผ่านมาได้จะเป็นเครื่องพิสูจน์และความแกร่งได้เป็นอย่างดีของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่า
Vet หุหุ ......^O^
ในช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ก่อนจะขึ้นปี4 จะมีการฝึกงานทางด้านสัตวบาลภาคสนาม
โดยผันตัวเองไปเป็นคนงานในฟาร์ม เป็นเวลาครึ่งเดือน
โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆไปฟาร์มอะไร ก็แล้วแต่เลือก
...................................................................................................
ปี 4 เป็นปีที่จะเริ่มต้นเรียนวิชา Clinic ซักที เริ่มจากวิชา
1. อายุรศาสตร์ตามระบบอวัยวะ หรือ Internal Med เป็นวิชาว่าด้วยหลักการรักษาโรคต่างๆ
เช่น โรคหัวใจ โรคตับ
2. และวิชาเทคนิคการวินิจฉัยและการรักษาโรคสัตว์
ที่จะพูดถึงการตรวจวินิจฉัยโรคและการรักษาคร่าวๆ ในแต่ละระบบ และแต่ละชนิดสัตว์
3. วิชาหลักการศัลยศาสตร์และวิสัญญี หรือ surgery จะพูดถึงขั้นการตอน +
บวกกับวิธีการผ่าตัดเบื้องต้น +++ จนถึงการวางยาสลบในสัตว์
4. วิชา พิษวิทยา ที่พูดถึงสารที่เป็นพิษ ทั้งจาก ธรรมชาติ จากสารเคมี และจากการรักษา
5. วิชารังสีวิทยาที่จะพูดถึงหลักการของเครื่อง X-Ray และ Ultrasound และการแปลผล
6. นอกจากวิชาใหม่ๆแล้ว ยังมีวิชาเก่าๆที่ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ อาทิเช่น เภสัชวิทยา 3
7. และวิชาพยาธิวิทยาเฉพาะระบบ หรือ Special Path ที่พิเศษสมชื่อจริงๆ
คือจะพูดถึงกระบวนการก่อโรคและรอยโรคในอวัยวะต่างๆโดยละเอียด
เทอม 2 >>> จะเริ่มมีวิชาแปลกๆ เข้ามา อาทิเช่น
1. วิชา Andrology , Gynaecology อธิบายง่ายๆเหมือนกับหมอ...สูติฯ....ในสัตว์แหละ
จะเรียนเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์และโรคทางการสืบพันธุ์
รวมถึงการตรวจวัดความสมบูรณ์พันธุ์ หรือตรวจว่าเป็นหมันหรือเปล่า
และการจัดการต่างๆในการเพิ่มผลผลิต
2. และวิชาเทคโนโลยีชีวภาพทางการสืบพันธุ์ของสัตว์ หรือ Biotech
ที่จะพูดถึงเทคโนโลยีอย่างการย้ายฝากตัวอ่อนหรือการทำโคลนนิ่ง
3. ส่วนวิชาทาง Medก็มีให้เรียนกันจนหนำใจ ทั้ง Ruminant med
หรืออายุรศาสตร์สัตว์เคี้ยวเอื้อง + com med ที่พูดถึงการรักษาหมา แมว + และ herd med
ที่จะพูดถึง การจัดการโรคสัตว์เป็นฝูง อย่างพวก หมู ไก่
ที่ถ้าเรามาตรวจและรักษาเป็นตัวก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี
4. ส่วนวิชาที่เกี่ยวกับผ่าตัดก็ไม่น้อยหน้า มีให้เรียนกัน 2 วิชา คือ
ศัลยศาสตร์สัตว์เล็ก หรือ small animal surgery I
ที่พูดถึงการรักษาอาการผิดปกติต่างๆโดยการผ่าตัด และการรักษาโรคตาสัตว์ 5. ส่วนวิชา
orthopedic จะเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติของกระดูก และ การแก้ไขต่างๆ เช่น
เข้าเฝือกหรือผ่าตัด
6. และวิชาพยาธิวิทยาทางคลินิกที่จะพูดถึงค่าเลือดต่างๆ
และสารเคมีอื่นๆที่เปลี่ยนแปลงไปในกรณีที่เกิดโรค และการแปลผลค่าเหล่านั้น
สรุปปีนี้เป็นปีที่เหมือนขึ้นมาสู่ยอดเขาแล้ว หลังจากที่ทนขึ้นทางชันมานาน
พูดง่ายๆก็คือสบายขึ้น
แต่ท่านผู้รู้บางท่านบอกว่ามันเหมือนสบายขึ้นเพราะตัวเราชินแล้วนั่นเอง
หรือเราด้านเองหว่า ....หุหุหุ !!! การเรียนในปีนี้มีการใช้สุนัขทดลองด้วยในวิชา
surgery ทั้ง 2 เทอมเลย
..................................................................................................
ปี 5 เป็นปีที่เริ่มเข้าใกล้กับคำว่าหมอแล้ว
เลยเรียนวิชาที่เกี่ยวกับโรคและการรักษามากหน่อย คือ
1. med สัตว์น้ำที่เรียนทั้งสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์สวยงาม med หมู และ med สัตว์ปีก
วิชาสูติศาสตร์ที่เรียนเกี่ยวกับการท้อง ทั้งการตรวจจนถึงคลอด
2. และวิชาทางด้านสัตวแพทย์สารธารณสุข อย่างวิชา สุขศาสตร์อาหาร l หรือ food hygiene
ที่เรียนเกี่ยวกับอาหารและโรคติดต่อทางอาหาร (ในคน) รวมถึงการเก็บและแปรรูปอาหารด้วย
เทอม 2>>>
1. จะเรียนวิชาศัลยศาสตร์สัตว์ใหญ่ ที่จะพูดถึงหลักการผ่าตัดใน ม้า วัว
2. และวิชา food hygiene ll ที่มีเนื้อหาต่อเนื่องจากเทอมที่แล้ว
3.และที่ขาดไม่ได้คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่เรียนเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า
โรคแอนแทรกซ์ เป็นต้น
4. รวมถึงเรียนวิชากฎหมายและจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย
สรุปปี 5 วิชาที่เรียนในห้องเริ่มเหลือน้อยลงแล้ว
จากการตะบี้ตะบันเรียนกันในช่วงปีต้นๆ
แต่จะมีการฝึกงานเข้ามาแทนที่ทั้งในด้านสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปศุสัตว์
รวมทั้งมีรายงานที่เยอะถึงเยอะที่สุดที่จะทำความลำบากใจแก่ผู้ที่พิมพ์คอมค่อนข้างช้าได้ไม่น้อย
...................................................................................................
ปี 6 มีวิชาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน 2 วิชา คือ
1. วิชาการศึกษาด้านสัตวแพทย์ในชนบท ที่จะเป็นการจัดค่ายไปให้บริการทางด้านสัตวแพทย์
ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ จะจัดในช่วงsummer ก่อนขึ้นปี 6 มีชื่อค่ายที่เราเรียกกันว่า
สพ.ช. (สัตวแพทย์อาสาเพื่อพัฒนาชนบท) ซึ่งมีทั้งความคลาสสิคในตำนานที่มา
บวกกับความมันส์สะใจที่จะได้ใช้เวลาทำงานร่วมกันในชั้นปีเดียวกันเป็นเวลา 10 กว่าวัน
และเทอม 2 >>> มีวิชาโครงการพิเศษ หรือที่เรียกว่า case conference
ที่จะเป็นก้าวแรกสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต ที่เราต้องหาหัวข้อที่สนใจมาทดลอง
หรือการรักษาโรคที่น่าสนใจมา present ให้ทั้งอาจารย์และบุคคลภายนอกที่สนใจฟังด้วย
นี่เป็นงานที่เราต้องทำทั้งปี เพื่อมาพูดpresent ไม่กี่นาที
ปีนี้เป็นปีที่จะมีการให้เลือกฝึกงาน
ใครจะมุ่งมั่นเป็นหมอสัตว์อะไรก็จะได้ฝึกงานอย่างเมามันไปเลย
โดยแบ่งเป็นฝึกงานทั้งในด้านสัตว์เลี้ยง และฝึกงานด้านปศุสัตว์ ทั้ง 2
เทอมเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในประเทศไทย คาดว่า คำว่า สัตวแพทย์ พล.ต. ม.จ.ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ ผู้ซึ่งเป็นพระบิดาของวิชาสัตวแพทย์สมัยใหม่ เป็นผู้ใช้คำนี้ โดยทรงก่อตั้งโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบก ซึ่งได้พัฒนาต่อมาเป็นโรงเรียนนายสิบสัตวแพทย์ และ โรงเรียนนายดาบสัตวแพทย์ทหารบก ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทย โดยต้องการผลิตกำลังพลป้อนกองทัพ และได้พัฒนาเป็นแผนกอิสระสัตวแพทยศาสตร์ ตั้งอยู่ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ พันโท หลวงชัยอัศวรักษ์ เป็นปฐมคณบดี ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ ในสถานศึกษาพลเรือนเป็นครั้งแรก เพื่อผลิตสัตวแพทย์ ในระดับปริญญา ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาประเทศในสมัยนั้น รัฐบาลได้โอนคณะสัตวแพทยศาสตร์มาสังกัด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปีพุทธศักราช 2497 โดยมีการเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จำนวน 2 ปี และไปเรียนที่ถนน อังรีดูนัง อีก 4 ปี ต่อมาได้มีการย้ายกิจการคณะไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจัดตั้งเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันเมื่อปี พุทธศักราช 2510 แต่ก็ยังมีอาจารย์และนิสิตส่วนหนึ่งอยู่พัฒนาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป โดยได้เชิญอธิบดีกรมปศุสัตว์ในสมัยนั้น คือ ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม เป็นคณบดี และถือว่า ท่านคือ บิดาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ ก็เปิดสอนวิชาสัตวแพทยศาสตร์ ในระดับประกาศนียบัตร ณ โรงเรียนสัตวแพทย์ (Paraveterinary School)เพื่อผลิตบุคลกรให้กรมปศุสัตว์ เพื่อบรรเทาความขาดแคลนสัตวแพทย์ของประเทศ โดยมีเพลงนกน้อยในไร่ส้มเป็นเพลงที่ถูกแต่งเพื่อชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของสัตวแพทย์ในชนบท และถูกนำไปใช้ในวิชาชีพสื่อสารมวลชน ต่อมา
สำหรับประเทศไทย คำว่า "สัตวแพทย์" สามารถสื่อความหมายได้ 2 กรณี คือ สัตวแพทย์ (Paravet) และ นายสัตวแพทย์ (Veterinarian) นายสัตวแพทย์ คือ บุคคลที่เรียนจบสัตวแพทย์ ในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รับคุณวุฒิ ปริญญาทางสัตวแพทยศาสตร์ (สพ.บ.) และ ได้รับ ใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง
สัตวแพทย์ คือ บุคคลที่เรียนจบ โรงเรียนสัตวแพทย์ ของ กรมปศุสัตว์ ได้รับประกาศนียบัตร (2ปี) และได้รับ ใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ชั้น สอง ปัจจุบัน โรงเรียนสัตวแพทย์ ของกรมปศุสัตว์ ได้ยุบและโอนย้ายไปเป็น คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดทำการสอนในระดับปริญญา ด้าน เทคนิคการสัตวแพทย์ (4ปี)
"จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์"
หมายความว่า ความประพฤติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่กำหนด เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีและส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณ เกียรติฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกของสัตวแพทยสภา
"เกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์"
หมายความว่า ความประพฤติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่กำหนด เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีและส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณ เกียรติฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกของสัตวแพทยสภา
"การโฆษณา"
หมายความว่า การเผยแพร่ การประกาศ อาจจะโดยหนังสือ วาจา การป่าวร้อง การป่าวประกาศ แก่ประชาชน หรือสาธารณชนทางสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ หรือทางเครือข่ายอิเล็คทรอนิก เป็นต้น
หมวด1 ความประพฤติทั่วไปของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตว์แพทย์
ข้อ 4 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ประพฤติหรือกระทำการใดอันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 5 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องดำรงตนให้สมควรในสังคมโดยธรรมและช่วยเหลือสังคมตามฐานันดรแห่งวิชาชีพ
ข้อ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 7 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องพัฒนา เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและทักษะในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์เพื่อส่งเสริมและเพิ่มความชำนาญแห่งวิชาชีพ
หมวด2 การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 8 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องรับผิดชอบและระมัดระวังในการใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสัตว์และผู้บริโภค
ข้อ 9 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ยินยอมหรือสนับสนุนให้มีการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์โดยผิดกฎหมาย
ข้อ 10 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ออกใบรับรองอันเป็นเท็จโดยตั้งใจ หรือให้ความเห็นโดยไม่สุจริตในเรื่องอันเกี่ยวกับวิชาชีพ
ข้อ 11 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือสัตว์ที่อยู่ในระยะอันตราย เมื่อได้รับการร้องขอและอยู่ในฐานะที่ช่วยได้
ข้อ 12 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่เปิดเผยความลับอันเนื่องมาจากการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เว้นแต่เจ้าของสัตว์ยินยอมให้เปิดเผยหรือผู้ประกอบวิชาชีพ การสัตวแพทย์รู้แน่ว่าการไม่เปิดเผยจะเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของสังคม
ข้อ 13 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่หลอกลวงประชาชนให้หลงเข้าใจผิดเพื่อประโยชน์ของตน
ข้อ 14 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ในการให้บริการทางวิชาชีพการสัตวแพทย์เป็นสำคัญ โดยยึดถือระบบส่งต่อสัตว์ป่วยไปยังผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ อื่นที่จะให้บริการทางวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่า
หมวด3 การปฏิบัติต่อผู้ร่วมวิชาชีพ
ข้อ 15 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พึงดำรงไว้ซึ่งสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพบนรากฐานแห่งเกียรติยศ ศรัทธาและความไว้วางใจต่อกัน
ข้อ 16 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ทับถมให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกัน
ข้อ 17 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ต้องไม่ชักจูงผู้รับบริการของผู้อื่นมาเป็นของตน
หมวด4 การโฆษณาการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
ข้อ 18 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของต
ข้อ 19 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้อื่น
ข้อ 20 การโฆษณาตาม ข้อ 18 และ ข้อ 19 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อาจกระทำได้ในกรณีและเงื่อนไขต่อไปนี้
(1) การแสดงผลงานในวารสารทางวิชาการหรือในการประชุมทางวิชาการ
(2) การแสดงผลงานในหน้าที่ หรือในการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ
(3) การแสดงผลงานหรือความก้าวหน้าทางวิชาการเพื่อการศึกษาของมวลชน
(4) การประกาศเกียรติคุณเป็นทางการโดยสถาบันวิชาการ สมาคม หรือมูลนิธิการโฆษณาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์ ที่จะเกิดต่อการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ส่วนตนหรือส่วนบุคคล หรือต่อสถานที่ทำการประกอบวิชาชีพส่วนตนหรือส่วนบุคคล
ข้อ 21 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อาจแสดงข้อความเกี่ยวกับ การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนที่สำนักงานได้เพียงข้อความเฉพาะเรื่องต่อไปนี้คือ
(1) ชื่อ นามสกุล และอาจมีคำประกอบชื่อได้เพียงคำว่า นายสัตวแพทย์ หรือสัตวแพทย์หญิง สัตวแพทย์ อภิไธย ตำแหน่งทางวิชาการ ฐานันดรศักดิ์ ยศ และบรรดาศักดิ์ เท่านั้น
(2) ชื่อปริญญา ประกาศนียบัตร วุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตร หรือคุณวุฒิอย่างอื่นซึ่งตนได้รับมาโดยวิธีการถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของสัตวแพทยสภาหรือสถาบันนั้นๆ ที่สัตวแพทยสภารับรอง
(3) เวลาทำการ
ข้อ 22 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อาจแจ้งความการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนได้เฉพาะการแสดงที่อยู่ ที่ตั้งสำนักงาน หมายเลขโทรศัพท์ และหรือข้อความตาม ข้อ 21 เท่านั้น
ข้อ 23 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ทำการเผยแพร่ ให้ข้อมูลทางวิชาการ หรือตอบปัญหาทางวิชาชีพการสัตวแพทย์ทางสื่อมวลชน ถ้ามีการแสดงว่าตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ จะต้องไม่แจ้งสถานที่ทำการประกอบวิชาชีพส่วนตนหรือส่วนบุคคล และต้องไม่มีการแจ้งข้อความตาม ข้อ 22 ในที่เดียวกันหรือขณะเดียวกันไปในทำนองโฆษณา
ข้อ 24 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี มิให้การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองโฆษณา คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถของตนหรือของผู้อื่น
ข้อ 25 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นเอาตนหรือชื่อของตนไปโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสัตวแพทย์ต่อประชาชนทางสื่อต่างๆ
ข้อ 26 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องไม่ให้การรับรองผลิตภัณฑ์ทางสัตวแพทย์ อันไม่เปิดเผยส่วนประกอบ หรือไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่เชื่อถือได้รองรับ
หมวด5 การทดลองในสัตว์
ข้อ 27 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ทำการทดลองในสัตว์ต้อง ได้รับความยินยอมจากเจ้าของสัตว์และต้องพร้อมที่จะป้องกันอันตรายแก่สัตว์ที่อาจเกิดขึ้นจากการทดลองนั้น
ข้อ 28 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ทำการทดลองในสัตว์ ต้องปฏิบัติต่อสัตว์ทดลองอย่างมีมนุษยธรรม
1. กลุ่มวิชาพื้นฐาน คือจำพวก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อะไรเทือกนั้น
2. กลุ่มวิชา preclinic
หรือกลุ่มวิชาที่ศึกษาถึงความปกติและผิดปกติของสัตว์ที่จะเป็นพื้นฐานในวิชา clinic
วิชาพวกนี้เช่น anatomy physiology pathology เป็นต้น
3. กลุ่มวิชา clinic เป็นวิชาในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการรักษา หรือการแก้ไขความผิดปกติ
เช่น วิชาอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ในหลักสูตรยังมีการฝึกงานในด้านต่างๆอีก
เอาล่ะจะพูดถึงรายละเอียดการเรียนในแต่ละปีอย่างคร่าวๆแล้วกัน
...................................................................................................
เริ่มที่ปี 1 เป็นช่วงเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูใหม่ไปหมด
ตั้งแต่อาคารเรียนยันป้าร้านขายข้าวเลย แต่ในบรรยากาศใหม่
เราก็ยังต้องมาเรียนวิชาเดิมๆที่คุ้นเคยกันดี อาทิเช่น
เทอม1 >>
1. อังกฤษ (FE I) ,มีการแบ่ง section ตามคะแนน Ent ที่ได้แสดงฝีมือกานเอาไว้ มีทั้งหมด
Section จาก 71-------> 75
2. เคมีทั่วไป (General Chemistry) = ตัดกับ Dent หุหุ =
3.ฟิสิกส์ทางการแพทย์ (Med Phy)=ตัดหรือเหยียบกานเองในคณะ=
4. Lab เคมี และ lab ฟิสิกส์
5. วิชาเลือก ที่ได้เลือกกันจริงๆ ต่างจากมัธยมที่โดนบังคับเลือก
เทอม2 >>
ก็ยังเรียนวิชาพื้นฐานอยู่ ประกอบด้วย
1. อังกฤษ (FE II) อีกแล้ว = ตัดกันทั้งมหาลัย =
2. เคมีอินทรีย์ (Org Chem) หรือปลาเค็ม ขอบอกว่าเค็มเจงๆ เพราะเนื้อหาที่จะเรียนอะ
เหมือนกับเรื่องสารประกอบคาร์บอนตอน ม.ปลาย แต่ดูจะโหด และหินกว่ามาก
เรียนไปขามไม่ออกเจงๆ กลไกไรก้อไม่รู้ (กลไกเกิดปฎิกริยาความรัก ว่าไปอย่าง .....หุหุ )
= ตัดกับวิดกีลา .....เหอเหอ =
วิชานี้มี Lab ด้วยนะ น้องจะได้ทดสอบตัว UnKnown
3. วิชา ชีววิทยาทั่วไป (Gen Bio)
=ตัดกับ Dent ซึ่งDent เปนเหมือน เครื่องบินให้คณะเราได้แหงนหน้ามองมีน ..........
หุหุ =
และ พร้อมกับวิชา Lab ที่เหมือนกับเนื้อหาตอนม.ปลาย
แต่ด้วยเนื้อหาที่ลึกว่าทำให้เวลาสอบต้องเหนื่อยกันหน่อย +++ (มีผ่ากบด้วยแหละ
จะพบรักกับเจ้าชายกบก้อคราวนี้แหละ ..... เหอเหอ )
4. และพิเศษกับวิชาคณะ 2 ตัวที่มาให้ชิมลางก่อน คือวิชาพฤติกรรมสัตว์ (Animal Behavior)
น้องก้อจะได้เรียนแบบว่า......mounting thurst lock tie
5. และ หลักสัตวบาลทั่วไป 1 หรือ Priciple of animal husbandry I เรียก สั้นๆว่า Prin
Hus l (หลักการหาสามี.....หุหุ) ที่จะเรียนเกี่ยวกับพันธุ์วัวและการเลี้ยงวัว
ทั้งวัวเนื้อ วัวนม และพวกแพะแกะ ม้า และก้อกระบือ (แบบเรียนจนเขางอกออกมาเองเลยแหละ
...... หุหุ หรือไม่ก้อมีนกเอี้ยงมาเกาะเลยแหละอันดับหนึ่ง )
>>> สรุปปี1 บรรยากาศการเรียนยังเป็นแบบสบายๆ สไตล์มยุรา เห้ยไม่ใช่ต้องสไตล์
Freshy ต่างหาก !!! แต่บางวิชาก็ต้องตัดเกรด กับ หมอ
กับทันตะอันตรายไม่ใช่เล่น
และยังเป็นปีที่มีเวลาว่างมากที่สุดถ้าเทียบกับปีอื่นๆ
..................................................................................................
ปี 2 จะเริ่มเรียนวิชา preclinic เป็นส่วนใหญ่แล้ว อย่างเช่น อย่างเช่น
1. วิชากายวิภาค l หรือ Anatomy l ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
ในสุนัขทดลองที่ดอง ฟอร์มาลิน
2. วิชา Histology หรือชื่อภาษาไทยว่า จุลกายวิภาควิทยา ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้าง
(ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น) โดยกล้องจุลทรรศน์
3. วิชา Embryology ที่เรียนเกี่ยวกับพัฒนาการของ ตัวอ่อนในท้องแม่
4. วีชาชีวเคมี (Biochem) ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างสารเคมี โปรตีน ไขมัน
5. และตามมาด้วยวิชาหลักสัตวบาล 2 ที่เรียนเกี่ยวกับพันธุ์และการเลี้ยงไก่และหมู
6. และวิชาพื้นฐานกันคิดถึงห่วงใย คือ สถิติ (Stat bio sci) ที่มาเขย่าขวัญคนโง่บวก
+++ ขี้เกียจได้เป็นอย่างดี
ก็จบไปอีกเทอมนึง ขึ้นเทอม 2 ยังคงเรียนวิชา Preclinic อยู่ ประกอบด้วย
1. Anatomy ll ที่เปลี่ยนจากสุนัขมาเป็น ม้า หมู วัว และผองเพื่อน
เป็นการเรียนแบบเปรียบเทียบในแต่ละสัตว์
2. Neuroanatomy ที่เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของสมองและไขสันหลัง
3. Biochem ll ที่เริ่มเรียนระบบของสารเคมีในร่างกาย ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ
พวกวัฏฐจักรเครปส์ อะไรประมาณนั้นแหละ
4. และวิชาน้องใหม่ไฟแรงอย่าง สรีรวิทยา l หรือ Physio l เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับ
กลไกการทำงานของร่างกาย
5. และยังมีวิชาด้านสัตวบาลอีก 3 ตัว คือ
5.1 วิชาสุขศาสตร์ ที่จะพูดถึง เกี่ยวกับสุขอนามัยในฟาร์มเลี้ยงสัตว์
และการบำบัดน้ำเสียจากฟาร์ม
5.2 วิชาปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ที่เรียนประมาณวิชาพันธุศาสตร์ และการนำไปใช้
5.3 วิชาควบคุมสัตว์และการจัดการฟาร์ม เป็นวิชาที่สำคัญมาก
ที่จะพูดถึงการเข้าหาสัตว์ และการจับสัตว์ >>> คิดดูเราจะตรวจรักษาสัตว์ยังไง
ถ้ายังเข้าไปจับมันไม่ได้
6. และปิดท้ายด้วยวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่พูดถึงหลักเบื้องต้น ในการตรวจวัดสภาพ
แวดล้อม
สรุป ปี 2 ทั้งปี นิยามกันคร่าวๆว่า นรกชัดๆ เรียนตั้งแต่ 8 โมงยัน 4-5
โมงเย็นแทบทุกวัน+++ ประกอบกับมีการสอบติดกันแทบทุกอาทิตย์ จนซูบซีด
และโทรมไปตามๆกัน ( ใครที่อยากจะหุ่น Firm ก้อปีนี้แหละ ..........หุหุ
แบบไม่ต้องกิน i - firm เลย)
..................................................................................................
ปี 3 ปีนี้มหากาพย์ที่เคยเรียนมาส่วนใหญ่จะจบไตรภาคแบบสมบูรณ์ในเทอมนี้ อาทิเช่น
1. Anatomy III biochem III และPhysioที่มาคราวนี้ ฉายครบ ภาค 2 กับภาค 3
รวมไว้ในเทอมเดียว
2. ++++ เสริมเติมแต่งด้วยวิชา อาหารสัตว์ ที่เรียนเกี่ยวกับวัตถุดิบอาหารสัตว์
และคำนวณสูตรอาหารในสัตว์แต่ละชนิดกันจนมันส์มือไปเลย
3. วิชาจุลชีววิทยา หรือ Microbiology
ที่เรียนเกี่ยวกับเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆที่ก่อโรคในสัตว์
4. และปิดท้ายด้วย Immunology ที่เรียนเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เทอม 2 >>> อาจจะแบ่งวิชาเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
1. กลุ่มวิชาที่เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้สัตว์เป็นโรค และกระบวนการก่อโรค มีดังนี้
1.1 วิชาไวรัสวิทยา
1.2 วิชาหนอนพยาธิทางสัตวแพทย์
1.3 วิชากีฏวิทยา และอคาโรวิทยาที่เรียนเกี่ยวกับแมลง กับพวก เห็บ เหา ไร
1.4 วิชาวิทยาสัตว์เซลล์เดียว เช่นพวก Protozoaต่างๆ บิด มาลาเรีย เป็นต้น
1.5 และวิชา พยาธิวิทยาทั่วไป (Gen Path) ที่เรียนเกี่ยวกับกระบวนการก่อโรค
2. วิชาเกี่ยวกับยา เภสัชวิทยา 1,2 และสุดท้ายวิชา Lab Animal science
ที่เรียนเกี่ยวกับสัตว์ทดลองและการใช้สัตว์ทดลอง รวมถึงจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง
กับวิชาระบาดวิทยาและเภสัชการป้องกัน...สัตว์ >>> ที่ต้องงัดเอาวิชา Stat
มาช่วยวิเคราะห์การระบาดของโรคในฝูงสัตว์
สรุปปีนี้เป็นปีที่ทุกๆคนยกย่องแล้วว่าโหดจริง นรกจริง
ใครผ่านมาได้จะเป็นเครื่องพิสูจน์และความแกร่งได้เป็นอย่างดีของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่า
Vet หุหุ ......^O^
ในช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ก่อนจะขึ้นปี4 จะมีการฝึกงานทางด้านสัตวบาลภาคสนาม
โดยผันตัวเองไปเป็นคนงานในฟาร์ม เป็นเวลาครึ่งเดือน
โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆไปฟาร์มอะไร ก็แล้วแต่เลือก
...................................................................................................
ปี 4 เป็นปีที่จะเริ่มต้นเรียนวิชา Clinic ซักที เริ่มจากวิชา
1. อายุรศาสตร์ตามระบบอวัยวะ หรือ Internal Med เป็นวิชาว่าด้วยหลักการรักษาโรคต่างๆ
เช่น โรคหัวใจ โรคตับ
2. และวิชาเทคนิคการวินิจฉัยและการรักษาโรคสัตว์
ที่จะพูดถึงการตรวจวินิจฉัยโรคและการรักษาคร่าวๆ ในแต่ละระบบ และแต่ละชนิดสัตว์
3. วิชาหลักการศัลยศาสตร์และวิสัญญี หรือ surgery จะพูดถึงขั้นการตอน +
บวกกับวิธีการผ่าตัดเบื้องต้น +++ จนถึงการวางยาสลบในสัตว์
4. วิชา พิษวิทยา ที่พูดถึงสารที่เป็นพิษ ทั้งจาก ธรรมชาติ จากสารเคมี และจากการรักษา
5. วิชารังสีวิทยาที่จะพูดถึงหลักการของเครื่อง X-Ray และ Ultrasound และการแปลผล
6. นอกจากวิชาใหม่ๆแล้ว ยังมีวิชาเก่าๆที่ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ อาทิเช่น เภสัชวิทยา 3
7. และวิชาพยาธิวิทยาเฉพาะระบบ หรือ Special Path ที่พิเศษสมชื่อจริงๆ
คือจะพูดถึงกระบวนการก่อโรคและรอยโรคในอวัยวะต่างๆโดยละเอียด
เทอม 2 >>> จะเริ่มมีวิชาแปลกๆ เข้ามา อาทิเช่น
1. วิชา Andrology , Gynaecology อธิบายง่ายๆเหมือนกับหมอ...สูติฯ....ในสัตว์แหละ
จะเรียนเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์และโรคทางการสืบพันธุ์
รวมถึงการตรวจวัดความสมบูรณ์พันธุ์ หรือตรวจว่าเป็นหมันหรือเปล่า
และการจัดการต่างๆในการเพิ่มผลผลิต
2. และวิชาเทคโนโลยีชีวภาพทางการสืบพันธุ์ของสัตว์ หรือ Biotech
ที่จะพูดถึงเทคโนโลยีอย่างการย้ายฝากตัวอ่อนหรือการทำโคลนนิ่ง
3. ส่วนวิชาทาง Medก็มีให้เรียนกันจนหนำใจ ทั้ง Ruminant med
หรืออายุรศาสตร์สัตว์เคี้ยวเอื้อง + com med ที่พูดถึงการรักษาหมา แมว + และ herd med
ที่จะพูดถึง การจัดการโรคสัตว์เป็นฝูง อย่างพวก หมู ไก่
ที่ถ้าเรามาตรวจและรักษาเป็นตัวก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี
4. ส่วนวิชาที่เกี่ยวกับผ่าตัดก็ไม่น้อยหน้า มีให้เรียนกัน 2 วิชา คือ
ศัลยศาสตร์สัตว์เล็ก หรือ small animal surgery I
ที่พูดถึงการรักษาอาการผิดปกติต่างๆโดยการผ่าตัด และการรักษาโรคตาสัตว์ 5. ส่วนวิชา
orthopedic จะเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติของกระดูก และ การแก้ไขต่างๆ เช่น
เข้าเฝือกหรือผ่าตัด
6. และวิชาพยาธิวิทยาทางคลินิกที่จะพูดถึงค่าเลือดต่างๆ
และสารเคมีอื่นๆที่เปลี่ยนแปลงไปในกรณีที่เกิดโรค และการแปลผลค่าเหล่านั้น
สรุปปีนี้เป็นปีที่เหมือนขึ้นมาสู่ยอดเขาแล้ว หลังจากที่ทนขึ้นทางชันมานาน
พูดง่ายๆก็คือสบายขึ้น
แต่ท่านผู้รู้บางท่านบอกว่ามันเหมือนสบายขึ้นเพราะตัวเราชินแล้วนั่นเอง
หรือเราด้านเองหว่า ....หุหุหุ !!! การเรียนในปีนี้มีการใช้สุนัขทดลองด้วยในวิชา
surgery ทั้ง 2 เทอมเลย
..................................................................................................
ปี 5 เป็นปีที่เริ่มเข้าใกล้กับคำว่าหมอแล้ว
เลยเรียนวิชาที่เกี่ยวกับโรคและการรักษามากหน่อย คือ
1. med สัตว์น้ำที่เรียนทั้งสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์สวยงาม med หมู และ med สัตว์ปีก
วิชาสูติศาสตร์ที่เรียนเกี่ยวกับการท้อง ทั้งการตรวจจนถึงคลอด
2. และวิชาทางด้านสัตวแพทย์สารธารณสุข อย่างวิชา สุขศาสตร์อาหาร l หรือ food hygiene
ที่เรียนเกี่ยวกับอาหารและโรคติดต่อทางอาหาร (ในคน) รวมถึงการเก็บและแปรรูปอาหารด้วย
เทอม 2>>>
1. จะเรียนวิชาศัลยศาสตร์สัตว์ใหญ่ ที่จะพูดถึงหลักการผ่าตัดใน ม้า วัว
2. และวิชา food hygiene ll ที่มีเนื้อหาต่อเนื่องจากเทอมที่แล้ว
3.และที่ขาดไม่ได้คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่เรียนเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า
โรคแอนแทรกซ์ เป็นต้น
4. รวมถึงเรียนวิชากฎหมายและจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย
สรุปปี 5 วิชาที่เรียนในห้องเริ่มเหลือน้อยลงแล้ว
จากการตะบี้ตะบันเรียนกันในช่วงปีต้นๆ
แต่จะมีการฝึกงานเข้ามาแทนที่ทั้งในด้านสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปศุสัตว์
รวมทั้งมีรายงานที่เยอะถึงเยอะที่สุดที่จะทำความลำบากใจแก่ผู้ที่พิมพ์คอมค่อนข้างช้าได้ไม่น้อย
...................................................................................................
ปี 6 มีวิชาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน 2 วิชา คือ
1. วิชาการศึกษาด้านสัตวแพทย์ในชนบท ที่จะเป็นการจัดค่ายไปให้บริการทางด้านสัตวแพทย์
ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ จะจัดในช่วงsummer ก่อนขึ้นปี 6 มีชื่อค่ายที่เราเรียกกันว่า
สพ.ช. (สัตวแพทย์อาสาเพื่อพัฒนาชนบท) ซึ่งมีทั้งความคลาสสิคในตำนานที่มา
บวกกับความมันส์สะใจที่จะได้ใช้เวลาทำงานร่วมกันในชั้นปีเดียวกันเป็นเวลา 10 กว่าวัน
และเทอม 2 >>> มีวิชาโครงการพิเศษ หรือที่เรียกว่า case conference
ที่จะเป็นก้าวแรกสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต ที่เราต้องหาหัวข้อที่สนใจมาทดลอง
หรือการรักษาโรคที่น่าสนใจมา present ให้ทั้งอาจารย์และบุคคลภายนอกที่สนใจฟังด้วย
นี่เป็นงานที่เราต้องทำทั้งปี เพื่อมาพูดpresent ไม่กี่นาที
ปีนี้เป็นปีที่จะมีการให้เลือกฝึกงาน
ใครจะมุ่งมั่นเป็นหมอสัตว์อะไรก็จะได้ฝึกงานอย่างเมามันไปเลย
โดยแบ่งเป็นฝึกงานทั้งในด้านสัตว์เลี้ยง และฝึกงานด้านปศุสัตว์ ทั้ง 2
เทอมเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น